เป็นมนุษย์เงินเดือนมา แปดเดือนแล้วเหรอเนี่ย เหอะๆ..
เป็นราชาเงินผ่อนอีกต่างหาก เอิ๊กๆ
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีที่มีเงินใช้ล่ะนะ...
เป็นมนุษย์เงินเดือนมา แปดเดือนแล้วเหรอเนี่ย เหอะๆ..
เป็นราชาเงินผ่อนอีกต่างหาก เอิ๊กๆ
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีที่มีเงินใช้ล่ะนะ...
ยกมาจาก
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3511289/K3511289.html
เขียนโดยผมเอง
เริ่มที่เรื่องราวปฏิวัติเลยดีก่า
ความจริง เรื่องราวปฏิวัติ อเมริกาเนี่ยมองได้สองด้าน
ถ้าเรามองอย่าง ฮอลิวู้ดก็คือ เขาถูกพวกอังกฤษกดขี่ เพิ่มภาษีแหลกราน
แต่ ..... ถ้าเรามองอย่างคนอังกฤษ เขาก็จะบอกว่าที่เพิ่มภาษีนั้นเพราะเพิ่งทำสงครามกับฝรั่งเศสมา ไม่มีเงินโว้ยยยยยย แล้วเพิ่มภาษีแค่สองเปอร์เซนต์นี่มันเป็นอะไรหา บนเกาะอังกฤษนี่ 20 เปอร์เซนต์นะโว้ย
เอ้า ไม่เป็นไร เรื่อง ภาษีจบหล่ะ อะต่อมาเรื่องการบอกว่าถูกพวกอังกฤษทารุณ อย่างเช่นเหตุการ การฆ่าล้างหมู่ที่บอสตัน (Boston Massacre) ในปี 1770 ทำให้ชาวอเมริกาล้มตายเป็นจำนวนมหาศาลถึง 5 คนด้วยกัน
...5 คน นี่เข้าเรียกว่าฆ่าล้างหมู่เหรอ แล้วทหารอังกฤษเชิร์ตแดงที่ถูกลอบฆ่าไป 80 คน อะเขาเรียกว่าการล้างเผ่าพันธุ์ มนุษย์ใช่ไหม (จำมะได้ว่า ฆ่าที่ไหน ต้องไปคุ้ยก่อน)
อะพอดีก่า เรื่อง เหตุผล และมุมมอง
กาทู้ต่อไปจะพูดเรื่องของ การพัฒนาการของ อนานิคมดีก่าคับ จะได้เห็นว่า ทำไม อเมริกาถึง ถือกำเนิด ในขณะที่ อเมริกาใต้ของสเปนกลับไม่ถือกำเนิด
โดยหลักการ ยึดอนานิคมของอังกฤษในยุคต้นๆ เนี่ยนะครับ ศัตรูคู่อาฆาตของเขาเลยก็คือสเปน แต่มุมมองของสองประเทศเนี้ย ต่างกันฟ้ากับ นรกเลยยกตัวอย่างง่ายๆ เฮอร์นัน คอร์เตส ตอนที่เข้ายึด กรุงTenochitlan ของพวก เอสเทคได้เนี่ย สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือ ขุดทองคับ ขุดแหลกๆๆๆๆๆๆเลย เพราะทาง สเปนเองสนใจแต่ทองคำและความร่ำรวยของราชวงศ์
แต่ทว่าทางอังกฤษเอง ซึงออกสตาร์ทช้า กว่าทาง สเปนเนี่ย ก็คิว่า เอ...... หมอนั่นมันไปทางใต้แล้ว เราเลาะทะเลเหนือไปมั่งที่ก่า แล้วสิ่งที่นักสำรวจคนนั้น (จำชื่อไม่ได้ ใครนึกออก ช่วยบอกที ขอคุ้ย) ไปเจอเนี่ยแล้วรีบแจ้นกลับมาบอกทางาชวงศ์อังกฤษเลย (จำไม่ได้อีกแล้ว ว่า คิง หรือ ควีน) ก็คือ เขาไปเจอ ปลา คับ
... ปลา
ใช่ ปลาเนี่ยแหละ แต่ปฏิกริยาที่ทาง อังกฤษมีนั้น ไม่ต่างอะไรจากสเปนที่พบทอง (ขโมยมา บังคับขุด) เลย แม้แต่
นิดเดียว เพราะอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะเนี่ย ขาดอาหาร คับ แล้วที่ๆ เขาไปเจอเนี่ยก็คือ ตรง คาบ
สมุทร ลาบาร์ดอร์ ใกล้ๆ โนวา สโกเทีย ซึ่ง กระแสน้ำอุ่นกัลสตรีม กับ กระแสน้ำเย็น ลาบาร์ดอร์ (ถ้าสลับกันก็ช่วย
แก้ให้ด้วยนะคับ) มาชนกันทำให้มีปลาอยู่มหาศาลเลย
เอาล่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการประกาศอิสรภาพอะ
นี่แหละครับคือ ประเด็นหลัก ด้วยความคิดที่ก้าวหน้า ของอังกฤษเนี่ยแหละ โดยหลักการการคุมอนานิคมของ
อังกฤษเนี่ย เปิดโอกาส ให้ทางอนานิคมของตนเองเนี่ย ค้าขาย กันเองได้ ในบางครั้งยังรวมถึงการค้าขายกับอนา
นิคมของฝรั่งเศสด้วย (แถวๆแคนนาดา) ซึ่งตรงนี้ทำให้พัฒนาการของอนานิคมสูงตามขึ้นไปด้วย โดยอย่างน้อยที่
สุด คนที่ไม่มีโอกาสทางสังคมในยุโรป ก็สามารถมาหาโอกาสจับจองที่ดินและทำมาค้าขายได้
ในขณะที่อนานิคมของสเปนนั้น ไม่อนุญาต ให้ค้าขายกันเองเลย ทุกอย่างต้องป่านประเทศแม่หมด ถ้าใครอยากจะ
ซื้ออะไรจากอีกอนานิคมหนึ่ง ก็ข้ามโลกอะคับ โดยคุณต้องขายให้ สเปนแม่ก่อน แล้วค่อยให้อีกคนหนึ่งมาซื้อต่อ
อีกที อย่างนี้มันก็เลยไม่พัฒนา มาต่อกันดีก่า
เอาล่ะทีนี้พัฒนาการของทรัพยากรมนุษย์ใน อเมริกา เนี่ยพัฒนาขึ้นมาก และแน่นอนครับ คนที่หนีการกดขี่จาก อีหรอบ (ยุโรป) มาเนี่ยก็ไม่ต้องการการถูกกดขี่อีก โอเคนั้นเป็นปัจจัยที่1
สองเลยก็คือ ตามที่ผมได้พิมพ์ไว้ที่ คห แรก ว่า อังกฤษเองเนี่ยครับ ได้ทำสงครามกับ ฝรั่งเศส ในอเมริกาเนี่ยแหละ แต่จำไม่ได้ว่า ยึด โคโลนีไหนกัน แล้วก็ที่บอกอะครับว่าอังกษชนะ แต่ชัยชนะครั้งนี้ ได้โดยการช่วยเหลือของคนอเมริกาบางส่วน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ นาย จอร์จ วอชิงตัน นี่เอง โดยที่ว่าการรบแบบอังกฤษเนี่ย เป็นการรบแบบลูกผู้ชายครับ พวกเชิร์ตแดง ยืนเรียงหน้ากระดาน คนตีกลองคนนึง เดิน และยิงตามจังหวะกลอง หุหุ โง่
เพราะ formation อันนี้ใช้ได้ดีกับอินเดียแดงครับ เพราะอินเดียแดงเนี่ยจะกลัว แต่ฝรั่งเศสมันก็ไอ้ฝรั่งตาน้ำข้าวด้วยกัน รู้จักกันดียังกะพีกะน้อง สงครามร้อยปี (จริงๆ แล้ว 120ปี) เพื่อแย่งแคว้นเพียงแค้วนเดียว ก็ทำกันมาแล้วก็รู้ไส้รู้พุงกันหมด แล้วมันจะไปได้เรื่องได้ยังไงคับ
ซึ่งนาย จอร์จ วอชิงตันเนี่ย ได้ นำเอาแผนกองโจรเข้ามาใช้ แล้วก็ใช้แผนเดียวกันอีก จัดการกับพวกอังกฤษตอนประกาศเอกราช (ซึ่งก็ยังโง่ใช้ formation เดิมอยู่)
อะโอเค อังกฤษ ชนะสงครามกับ ฝรั่งเศสล่ะในฐานะประเทศชนะสงคราม ชาวอังกฤษเองรู้สึกว่าชนะสงครามแล้ว ไอ้งบประมาณที่ลงไปน่ะ ตัดๆมันออกบ้างเถอะ เอามาให้คนไม่มีกินบ้าง แต่ฝรั่งเศส กลับทำตรงกันข้ามเพราะเป็นผู้แพ้นี่ เลือดต้องล้างด้วยเลือด แก้แค้น ทำฝรั่งเศส ตุนทหารไว้เต็มที่เลย
มาคราวนี่ล่ะ ปัญหาใหญ่ เมื่อคนอเมริกันรู้สึกว่าตนเองถูกกดขี่จากภาษี เหลือเกิน โดยเฉพาะ ภาษีชา ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องซื้อจากอังกฤษ (คนอเมริกา ก็ติดชานะ แล้วจะไม่ให้ซื้อได้ยังไง) ก็เลยคิดจะจัดปาร์ตี้น้ำชากันขึ้นบนเรืออังกฤษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่อังกฤษขึ้นภาษี และแล้ว ก็ Boston Teaparty ครับ โดยคนอเมริกัน (เป็นกลุ่มอเมริกันหัวรุนแรง ที่เรียกตัวเองว่า " The Boston Sons of the liberty" )ปลอมตัวเป็นอินเดียแดงแล้วจัดการ แอบขึ้นเรือขนสินค้าอังกฤษ แล้วโยนชาของอังกฤษทั้งหมดบนเรือลงทะเลไป
ทางด้านภาษีเนี่ยนะครับ ทางอังกฤษ ได้ขึ้นภาษีด้วยกัน 2 รอบ
รอบแรกคือ การขึ้นภาษีน้ำตาล และ อากรแสตมป์ โดยกำหนดว่า เอกสารทางราชการทุกฉบับ จะต้องติดอากรของอังกฤษ สิ่งจริงๆแล้ว ทางอเมริกาเองตอนนั้น ก็แทบจะเรียกได้ว่า แต่ละรัฐนั้น มีอิสระในทางราชการ และการบริหารงานภายในอยู่ ซึ่งเหตุการอากรแสตมป์นี้ ทำให้ทาง โคโลนี รู้สึกว่า ตนเองนั้นกำลังโดนอังกฤษคุกคามอำนาจรัฐอยู่ (soveriegnty) โดยเหมือนว่าอังกฤษกำลังพยายามจะยื่นมือเข้ามาสอดแทรก กับกิจการภายในของอเมริกา
หลังจากนั้น เมื่อ ทางอังกฤษเห็นว่า ทางอเมริกา ไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงยกเลิกภาษีอากร อันนี้เสีย และ ได้เดินหน้ากับภาษีอันใหม่
ซึ่งก็คือการขึ้นภาษี จากภายนอก โดยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กับ สี กระดาษ กระจก และ ชา ซึ่งทางอังกฤษเองรู้สึกว่า การเก็บภาษีแบบนี้ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับกิจการภายในของโคโลนี และยังไงก็ตามตนเอง เป็นยี่ปั๊วขายของพวกนี้อยู่แล้ว
....หารู้ไม่ว่านี้เป็นความผิดพลาดครั้งร้ายแรง
เพราะนักการเมืองอเมริกา ได้ประท้วงว่า อังกฤษไม่มีสิทธิอะไรในการเก็บ ภาษีกับโคโลนี เพราะว่า ทางโคโลนีไม่มี ผู้แทน ในสภาล่างของอังกฤษเลย เท่ากับว่าสิ่งที่อังกฤษทำทั้งหมดนั้นอเมริกาไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอะไรเลย แล้วจะมาบังคับเก็บภาษีอย่างนี้ได้ยังไง
โอเคอังกฤษก็ยอมแพ้อีกครั้งโดยการ ยกเลิกภาษี สี กระจก และ กระดาษ เหลือแต่เพียง ภาษีชาอย่างเดียว ซึ่งสุดท้ายก็ ถูกปั่นกระแสจนกลายมาเป็น Boston Tea Party ในที่สุด
ซึ่งขอเล่าข้ามๆก็แล้วกันะคับตรงนี้ เพราะเมื่อกี้คุ้ยหาหนังสือไม่เจอ ก็คือ หลังจากที่อีตา โทมัส เจฟเฟอร์สัน ร่างประกาศอิสรภาพเสร็จเนี่ย ก็ได้ใส่ลายแทงสมบัติไว้ข้างหลัง.... ไม่ใช่แล้ววววววว เขาก็ให้คนที่เป็นตัวบิ๊กๆเซ็นกัน แล้วก็ส่งไปให้อังกฤษ
ครับ 4 กรกฎาคม 1776 อเมริกาก็ได้ประกาศอิสรภาพของตนเอง
......แล้วอีก 45 วันต่อมา หนังสือประกาศก็เพิ่งเดินทางถึงอังกฤษ
เอาหล่ะขอข้ามสักหน่อย (อยากได้ละเอียด ขอหา text ให้เจอก่อนนะคับ) ไปจนถึงว่า อังกฤษแพ้ เพราะว่า 1. อังกฤษได้ทำการ ลดขนาดกองทัพลง และ 2. ฝรั่งเศส ซึ่งรอโอกาสแก้แค้นตลอดเวลา ที่แพ้ไปในปี 1863 ได้เพิ่มกำลังให้กับกองทัพตนเอง และทำการช่วยเหลืออเมริกาอย่างเต็มที่ 3. สเปน คู่หูคู่อาฆาตของอังกฤษเอง ก็เล็งเห็นโอกาสเหมาะเจาะ พอฝรั่งเศส ช่ววยอเมริกาแล้ว ก็เลยช่วยมั่ง
อเมริกาก็ได้อิสรภาพมาในที่สุด โดยใช้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิไตย ประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งครั้งแรกเนี่ยครับ คนที่ได้ที่ 1 เป็น ปธน. ไป คนที่ 2 เป็น รอง ปธน. แต่พอครั้งที่สอง ก็เปลี่ยนมาเป็นระบบทีม โดยคนที่ชนะก็ตั้งรัฐบาลเองเลย โดยการเลือกตั้งของอเมริกาเนี่ยจะไม่ใช้การเลือกตั้งโดยตรง จะใช้การเลือกตั้งทางอ้อมโดย ประชาชนโหวต ก่อน ว่าจะเอาพรรคไหน แล้วในรัฐนั้นๆที่ประชาชนโหวตไปเนี่ย จะมีตัวแทนพรรคอยู่ โดยพรรคที่ชนะก็จะกินเรียบตัวแทนไป แล้วก็จะมีการเลือกตั้งระดับสองโดยเอาตัวแทนเหล่านี้มาเลือก ปธน อีกทีหนึ่ง ซึ่ง คนแรกที่ได้คือ จอร์จ วอชิงตัน ซึ่งได้สองสมัย แต่เขาประกาศว่าเขาจะไม่ลงสมัยที่มามเพราะมันจะกลายเป็นรัฐเผด็จการ และจะได้เปิดโอกาศให้คนอื่นขึ้นมาบริหารประเทศ ก็เลยการเป็น ประเพณีของ อเมริกาว่า ปธน ห้ามอยู่เกิน2วาระ ปธน คนที่ 2 คือ จอห์น อดัม คนที่สามคือ โทมัส เจฟเฟอร์สัน.... ( --- เสริม --- จนกระทั่ง นาย แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลท์ เป็น ปธน 4 สมัยนั่นแหละครับ ธรรมเนียมอันนี้ถึงกลายเป็นกฏหมายขึ้นมาในสมัย ปธน แฮรี่ ทรูแมน)
อันนี้ คุณ Ryzon ณ พันทิพย์ โต๊ะห้องสมุด เขต ประวัติศาสตร์เป็นคนพิมพ์เสริมเอาไว้นะครับ ผมขออนุญาตเอามาลงโดยพละการ ถ้าต้องการจะให้ลบยังไงก็บอกได้เลยนะครับ ที่ผมเอามาลงเพราะผมคิดว่าที่ คุณ Ryzon เสริมมานั้นมีคุณค่ามาก
เสริมให้นิดนึงครับ สงครามที่ อังกฤษรบกับฝรั่งเศสนะครับเป็นสงคราม 7 ปี ที่เป็นการรบกันระหว่างพันธมิตรอังกฤษ-ปรัสเซีย และฝรั่งเศส-ออสเตรีย การรบเกิดขึ้นบนภาคพื้นยุโรป ในอินเดีย และในอเมริกาเหนือ
โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือที่ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างอาณานิคมอเมริกาของอังกฤษ กับ อาณานิคมควิเบกของฝรั่งเศส นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังครอบครองอาณานิคมหลุยส์เชียนาอันกว้างใหญ่(ดินแดนระหว่างแม่น้ำมิสซิสซิปปี้และเทือกเขาร็อกกี้)
ที่ฝรั่งเศสมักจะผูกขาดการค้าขาย(แลกเปลี่ยน)กับพวกชาวอินเดียแดง โดยเฉพาะขนสัตว์ที่เป็นที่ต้องการมากในยุโรป และกีดกันไม่ให้ชาวอาณานิคมอเมริกาเข้ามาค้าขาย
เมื่อเมืองแม่เกิดสงคราม(สงคราม 7 ปี) ทำให้ชาวอาณานิคมทั้ง 2 ฝ่าย จับอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งต่างได้เปรียบกันคนละด้าน
ฝรั่งเศสได้เปรียบเพราะมีจำนวนทหารอาชีพประจำการในอาณานิคมมากกว่า แต่อาณานิคมของฝรั่งเศสนั้นกว้างใหญ่มาก(มีอาณาเขตตั้งแต่อ่าวฮัดสันในแคนนาดาจนถึงปากแม่น้ำมิซิสซิปปี้ในอ่าวเม็กซิโก)
มีประชาชนไปตั้งถิ่นฐานเบาบาง แถมอังกฤษเป็นเจ้าทะเลการส่งบำรุงกำลังจากเมืองแม่จึงต้องเลิกพูด จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการแจกอาวุธให้ชาวอินเดียแดงมาช่วยฝ่ายตนรบ(ซึ่งก็ได้ผลดี)
ฝ่ายอังกฤษได้เปรียบคืออาณานิคมของตนมีผู้ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นกว่า สามารถจัดตั้งกองทัพอาสาจากชาวอาณานิคมได้ขึ้นมาได้ แถมอังกฤษเป็นเจ้าทะเลการส่งบำรุงจึงทำได้สะดวก แต่ที่แย่คือ อังกฤษมีทหารอาชีพประจำการอยู่น้อยมาก
อังกฤษทุ่มสุดตัวในสงครามครั้งนี้เพราะผลลัพท์ของสงครามมันจะบอกว่าใครจะอยู่ใครจะไป การรบในช่วงแรกฝรั่งเศสเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะมีทหารในแนวหน้ามากกว่าและการโจมตีแบบกองโจรของอินเดียนแดงฝ่ายฝรั่งเศส ทำเอากองทัพอังกฤษซึ่งจัดรูปแบบเป็นแถวเป็นแนวรวนจนเละไปเลย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปอังกฤษมีกำลังเสริมจากเมืองแม่มากขึ้นเรื่อยๆและมีการจัดตั้งกองทัพอาณานิคมที่ชำนาญพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ฝรั่งเศสเริ่มเป็นฝ่ายล่าถอย เสียป้อมค่ายตามชายแดนให้อังกฤษ
สงคราม 7 ปียุติลงในปี ค.ศ. 1762 ซึ่งฝรั่งเศสแพ้ทุกแนวรบ ต้องยกอาณานิคมแคนาดาให้อังกฤษ ยกหลุยส์เชียน่าให้สเปน
..............................................................................
เป็นเกร็ดนิดนึงนะครับ หลังจากเหตุการณ์"งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน" ทำให้คนเมริกันหันมาดื่มกาแฟแทน และก็มีตลกร้ายคือเมื่อปี ค.ศ.1776 มีคตาย 3 คนจาการจลาจลที่บอสตันเป็นต้นเหตุทำให้เริ่มเกิดสงครามกู้อิสรภาพจากอังกฤษ ในสอง ศตวรรตต่อมา มีคนตาย 3 คน ในบอสตันถือเป็นสถิตอาชญากรรมเฉลี่ยในวันสุดสัปดาห์
และสงครามกู้เอกราชอเมริกาก็เป็นสงครามนึงที่อังกฤษเดินหมากผิดพลาดเพราะเมื่อเกิดสงครามอังกฤษประกาศปิดน่านน้ำรอบอาณานิคมอเมริกาเข้าตรวจค้นเรือทุกลำ ทำให้ชาติที่ไม่เกี่ยวกับสงครามไม่พอใจ จึงกระทำการแทรกแซงโดยจัดตั้ง"สันนิบาตชาติเป็นกลาง"อันเป็นการรวมตัวของรัสเซีย เดนมาร์ก โปรตุเกส และเนเธอแลนด์ ซึ่งส่งเรือรบของตนเข้าคุ้มครองเรือที่ทำการค้าขายกับอาณานิคมอเมริกา(ยุทธปัจจัยทั้งนั้น) อังกฤษไม่กล้าโจมตีเรือของสันนิบาตชาติเป็นกลางทำให้การปิดล้อมไร้ผล
ยิ่งมีสเปนซึ่งมีอาณานิคมในแถบนั้นก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นที่เจ้าหน้าที่ของตนแอบค้าขายและส่งยุทธปัจจัยให้ชาวอาณานิคม ที่แสบสันที่สุดคือฝรั่งเศสศัตรูเก่าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ถึงกับส่งกองทัพบก-ทัพเรือไปช่วยอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ร้ายที่สุดทหารที่อังกฤษเอามาช่วยรบคือ ทหารเยอรมันฮัสเซน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมันในรัฐฮัสเซน ซึ่งอังกฤษไปจ้างมาช่วยปราบกบฎ ซึ่งพวกนี้มีควมโหดไม่จำกัดทำการปล้นสดมภ์ เผาทำลายหมู่บ้านทุกแห่งที่เข้ากับฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งการกระทำของทหารพวกนี้ทำให้อังกฤษเสียการสนับสนุนจากชาวอาณานิคมที่ภักดีกับอังกฤษ(หรือที่เรียกว่าพวก"รอยัลลิสต์")
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาต่อกันดีก่า การปกครองของ อเมริกาในช่วงแรกนั้น ไม่ได้เป็นดั้งที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้นะครับ แต่เป็นลักษณะ ของ "สหพันธรัฐ" (Federation) โดย มีรัฐบาลกลาง (Federal Government) เป็นผู้ดูแลเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดูแลเรื่องการ ติดต่อระหว่าง โคโลนี แต่ละโคโลนี้เข้าด้วยกัน ปัญหามีอยู่ว่า แต่ละ "รัฐ" ของอเมริกา 13 รัฐเนี่ย ทุกรัฐมีอำนาจการปกครองเป็นของตนเอง และ ในบางครั้ง ผลิตเงินตราออกมาใช้เองด้วย ลักษณะ การปกครองแบบนี้ทำให้ อเมริกาในช่วงแรกนั้น หละหลวมมาก เศรษฐกิจซบเซา จากสงคราม และ ความไม่เป็นปึกแผ่น โดยในปี 1788 รัฐ เก้ารัฐ จาก 13 ได้ลงนามในรัฐธรรมนูญแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อจัดตั้ง รัฐสหภาพขึ้น (Union) และให้อำนาจรัฐบาลกลางมากขึ้น โดยรัฐบาลกลางนอกจะจะเป็นผู้แทนในการเจรจาความสัมพัธ์ระหว่าประเทศแล้ว ยังสามารถวางนโยบาย และปผนงานหลักให้กับ สหภาพได้ รวมทั้งการจัดตั้งศาลสูง เป็นศาลกลางของสหภาพด้วย แต่ระบบ ตำรวจและการป้องกันรัฐ (ทหาร) ของแต่ละรัฐ นั้นยังมีอยู่ และแต่ละรัฐเองก็มีกฏหมายเป็นของตัวเอง (โดย ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ) พูดง่ายๆว่า รัฐบาลกลางเป็น เหมือนรัฐบาลที่อยู่เหนือรัฐบาลอีกที
โดย รัฐธรรมนูญของสหรัฐนั้น ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าของมนุษยชาติโดยทีเดียว เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลก ที่ใช้ความว่า พวกเราประชานชน ("We the People") เป็นตัวเปิด ซึ่งในขณะนั้น ระบบการปกครองในประเทศต่างๆในยุโรป ต่อให้มีรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม ยังเป็นลักษณะการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราช (Absolutist Monarchism) ซึ่งตัวรัฐธรรมนูญเอง ได้นำแนวคิดของ จอห์น ล๊อค และ มองเตลกิเออ เข้าไปด้วย ในเร่องของ สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตัวอย่างเช่น ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งรัฐบาล และมีอำนาจในการล้มล้างรัฐบาล หากรัฐบาลใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด
และที่สำคัญที่สุดคือ ในปี 1791 สหรัฐ ได้บังคับใช้ Bill of Rights เป็นครั้งแรกโดยว่า ประชาชนมีสิทธิ อะไรบ้าง ซึ่งได้กลายมาเป็น 10 กฏข้อแรกของ รัญธรรมนูญของสหรัฐ อาทิเช่น สิทธิในการพูด (Freedom of Speech) สิทธิในการเข้าร่วมองกรค์ต่างๆ (Freedom to perform in assembly) อิสรภาพของสื่อ (Freedom of Press) สิทธิในการถือครองอาวุธ เพื่อเป็นทหารอาสาในยามคับขัน (สิทธิข้อนั้ ได้ถูกตีความจนตะแบงไปเป็นการมีอิสรภาพในการมีอาวุธ และแล้วอเมริกาก็มีปืนในทุกๆที่) สิทธิในการถือครองทรัพย์ สิทธิในความเป็นส่วนตัว (Privacy) และ ที่สำคัญที่สุดสิทธิที่จะถูกปกป้องจากการทารุณกรรม และการลงโทษอันผิดปกติวิสัย
จะสังเกตุได้ว่า นอกจาก Right to bear arms (ถือครองอาวุธ) แล้วทุกสิทธิที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของ ปฎิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน (Universal Decarlation of Human Rights) เราพูดได้ว่า สหรัฐนั้น เป็นรัฐ ที่มความก้าวหน้าในเรื่อง รัฐของประชาชนอย่างมาก
วันนี้มาเรื่อง แมคกันอีกรอบ ไปเปิด ดูเวป macrumors.com ก็ได้ข่าวมาว่า Justin Long คนที่แสดงในโฆษณา แมคตัวปัจจุบันที่เล่นเป็น นายแมค หรือ the Mac Guy จะเลิกเล่นโฆษณาอย่างไม่มีสาเหตุ อืม.... มันก็จริงๆด้วยครับ คือไม่มีสาเหตุแล้วจะเลิกเล่นทำไม สรุปมันก็เป็นแค่ข่าวลือ
ที่นี้เรามาดูข่าวตัวใหม่ของ Mac กันบ้าง ว่าด้วย iPhone หรือ iPodPhone ไม่แน่ใจเพราะเป็นแค่ข่าวลือ ยังลือกันได้อย่าง สนุกสนานว่า รูปร่างจะเป็นยังไง จะออกมารูปแบบไหน จะมี Touch Screen หรือไม่ ว่ากันไปโน่น ถึงขนาด ออกมาเก็งกันว่าราคาน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ โอ้โฮ สุดยอด แค่ข่าวลือ นะเนี่ย
ตอนนี้ ก็เลยได้แต่หวัง อยู่ในหัวใจเล็กๆ ว่า อยากให้มันเป็นข่าวจริงๆ ไม่ใช่แค่ข่าวลือ
ขออย่าให้เป็นแค่ข่าวลืออย่างนั้นรือ? เลย
เพราะให้ตายเถอะ อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ใจจะขาดอยู่แล้ว เจ้าม้างานที่ให้มาจนพังไปสามรอบ ค่าซ่อมซื้อเครื่องใหม่ได้แล้วเนี่ย มันถึงเวลาจริงๆแล้วแหละ รออยู่ว่า จะทุ่นเงินหมื่นไปกับยี่ห้ออะไรเท่านั้นเอง
แต่ว่า มีอยู่อย่างนึงที่คิดว่าข่าวลือ ชัวร์ๆ คือ จอ แมค 50 นิ้ว ......
คำถามคือ จะใช้การ์ดจออะไรครับ ถึงจะแสดงผลได้ขนาดนั้นน่ะ 8800 Ultra ยังไม่รู้เลยว่าจะไหวไหม